เพิ่มชั้นการตรวจสอบเพื่อป้องกันการเข้าถึงระบบ แม้ข้อมูลชื่อผู้ใช้หรือรหัสผ่านจะรั่วไหล
CIPAT × QSense · Cybersecurity Initiative

ยกระดับการเข้าสู่ระบบด้วย Multi-Factor Authentication
สมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยี ร่วมกับ QSense จัดทำระบบยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย หรือ Multi-Factor Authentication (MFA) เพื่อช่วยให้หน่วยงานเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยในการเข้าสู่ระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม
กิจกรรมส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
สร้างมาตรฐานใหม่ให้การเข้าสู่ระบบขององค์กร
เพิ่มชั้นการยืนยันตัวตนก่อนเข้าถึงระบบสำคัญ โดยเริ่มต้นได้กับโครงสร้างพื้นฐานเดิม
สมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยี ร่วมกับ QSense จัดทำกิจกรรมส่งเสริมการใช้งานระบบยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย หรือ Multi-Factor Authentication (MFA) เพื่อสนับสนุนหน่วยงานที่ต้องการยกระดับประสิทธิภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยของกระบวนการเข้าสู่ระบบ
กิจกรรมนี้มุ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้รหัสผ่านเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจถูกขโมย คาดเดา หรือรั่วไหล โดยเพิ่มขั้นตอนตรวจสอบตัวตนมากกว่าหนึ่งปัจจัย เช่น รหัสผ่านร่วมกับแอปพลิเคชันยืนยันตัวตนหรือ Passkey ก่อนอนุญาตให้เข้าถึงระบบและข้อมูลสำคัญ ทั้งยังช่วยให้หน่วยงานสามารถเริ่มเสริมการป้องกันได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับแก้ซอร์สโค้ดของระบบเดิม
ลดข้อจำกัดด้านการพัฒนาและช่วยให้ระบบเดิมสามารถเพิ่มมาตรการยืนยันตัวตนได้อย่างเหมาะสม
กำหนดนโยบายให้ครอบคลุมหน้าเข้าสู่ระบบ พื้นที่ผู้ดูแลระบบ หรือเส้นทางที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ
สร้างพื้นฐานด้าน Identity Security ที่รองรับการตรวจสอบย้อนหลังและการพัฒนาสู่มาตรฐานองค์กร
Verify · Defend · Future
One Gate Three Security Layer
ทุกคำขอถูกตรวจสอบก่อนถึงระบบจริง ช่วยลดความเสี่ยงตั้งแต่บัญชีผู้ใช้ แอปพลิเคชัน ไปจนถึงข้อมูลที่ต้องเก็บเป็นความลับระยะยาว
Verify — ยืนยันว่าเป็นผู้ใช้จริง
MFAwall เพิ่มด่านยืนยันตัวตนไว้ก่อนถึงหน้า Admin, Critical Path หรือทั้งเว็บไซต์ รองรับ Authenticator (TOTP) และ Passkey แม้รหัสผ่านรั่ว ผู้โจมตีก็ยังขาดปัจจัยที่สอง
Defend — ลดพื้นที่โจมตีเว็บ
กรองความเสี่ยงตามแนวทาง OWASP เช่น SQL Injection และ XSS พร้อมจัดการ Bot, จำกัดคำขอถี่ผิดปกติ, ควบคุม HTTP Method และบล็อกการเข้าถึงตามประเทศ
Future — ปกป้องข้อมูลจาก Q-Day
ใช้การแลกเปลี่ยนกุญแจแบบ Hybrid ML-KEM ร่วมกับ TLS ปัจจุบัน เพื่อลดความเสี่ยง Harvest Now, Decrypt Later โดยยังคงความเข้ากันได้กับโครงสร้างเดิม
วางเพิ่ม ไม่ต้องรื้อระบบ
เปลี่ยนเส้นทางทราฟฟิก ไม่เปลี่ยนแอป
QSense Gate ทำหน้าที่เป็นด่านกลางก่อนส่งคำขอที่ผ่านนโยบายไปยัง Origin เดิม จึงเริ่มเสริมความปลอดภัยได้โดยไม่ต้องแก้ WordPress, Portal หรือระบบหลังบ้านที่ใช้อยู่
เลือกเฉพาะหน้า Login/Admin, Path สำคัญ หรือครอบคลุมทั้งเว็บไซต์
ให้ระบบจริงรับคำขอจาก Gate ตามนโยบายที่กำหนด
บันทึกเหตุการณ์การยืนยันตัวตนและการบังคับใช้นโยบาย
ตรวจ session และนโยบายทุกคำขอ → ผ่านแล้วจึงส่งต่อ → ไม่ผ่านจะไม่ถึงระบบจริง
เหตุผลที่ต้องเริ่ม PQC ตั้งแต่วันนี้
ข้อมูลที่ถูกดักเก็บวันนี้ อาจถูกถอดรหัสในวันหน้า
ภัย HNDL ไม่จำเป็นต้องรอให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมพร้อม ผู้โจมตีสามารถบันทึกทราฟฟิกเข้ารหัสไว้ก่อน แล้วกลับมาถอดรหัสเมื่อเทคโนโลยีเอื้ออำนวย
Harvest Now, Decrypt Later
ข้อมูลสำคัญที่ต้องเป็นความลับนาน—เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล เอกสารเชิงยุทธศาสตร์ หรือธุรกรรม—อาจสูญเสียความลับย้อนหลัง แม้ขณะส่งข้อมูลวันนี้จะใช้ TLS อยู่ก็ตาม
ผสานความเชื่อมั่นเดิมกับ ML-KEM
Hybrid key exchange ใช้อัลกอริทึมแบบดั้งเดิมร่วมกับ ML-KEM ตามมาตรฐาน NIST ช่วยยกระดับความทนทานต่ออนาคตโดยไม่ต้องตัดขาดจากระบบนิเวศ TLS ปัจจุบัน
เริ่มใช้งานอย่างกระชับ
สามขั้นตอนจากเว็บเดิมสู่เว็บที่มีด่านป้องกัน
กำหนดขอบเขต
เลือก Domain และ Path ที่ต้องการบังคับ MFA พร้อมกำหนดนโยบาย WAS, GeoIP และ Rate Limit ตามความเสี่ยง
วาง Gate หน้าระบบ
ปรับเส้นทางการเชื่อมต่อให้ทราฟฟิกผ่าน QSense Gate โดยระบบเว็บไซต์และรหัสผ่านเดิมยังใช้งานต่อ
เปิดใช้และติดตาม
ผู้ใช้ยืนยันตัวตนผ่าน TOTP หรือ Passkey จากนั้น Gate ออก session ตรวจทุกคำขอ และบันทึกเหตุการณ์เพื่อการตรวจสอบ
ยกระดับการปกป้องเว็บไซต์
โดยไม่เพิ่มภาระให้ทีมพัฒนา
เริ่มประเมินหน้าเว็บสำคัญ วางนโยบาย MFA และเตรียมช่องทางสื่อสารให้พร้อมต่อยุค Post-Quantum ด้วย QSense Gate
ติดต่อเพื่อประเมินระบบ